7 ม.ค. 2560

แม้ไม่ใช่ตำรวจก็จับคนร้ายได้

        หากเราประสบพบเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เห็นโจรวิ่งราวกระเป๋า เห็นเขากำลังถูกข่มขืนกระทำชำเรา เห็นคนถูกทำร้ายหรือถูกฆ่า จะเรียกตำรวจให้มาจับคนร้ายก็คงจะไม่ทัน หากเรามีแรงกายและแรงใจมากพอที่จะจับคนร้ายได้แล้ว เราก็อยากจะช่วยจับคนร้ายไว้เพื่อให้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป(ไม่ใช่ศาลเตี้ย) แต่นี่เราไม่ใช่ตำรวจนะจะจับคนร้ายได้ด้วยหรือ แล้วการจับคนร้ายของเรานั้น เราจะกลายเป็นคนผิดที่ไปกักขังหน่วงเหนี่ยวเขาไว้หรือไม่ เราสามารถทำได้ตามกฎหมายหรือไม่ กรณีแบบนี้มีกฎหมายรองรับการกระทำของคนดีๆ อย่างเราไว้แล้ว

ขอบคุณภาพจาก Pithawat Vachiramon

ราษฎรจับคนร้าย

        ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 79 กล่าวไว้ว่า  "ราษฎรจะจับผู้อื่นไม่ได้เว้นแต่จะเข้าอยู่ในเกณฑ์แห่งมาตรา 82 หรือเมื่อผู้นั้นกระทำความผิดซึ่งหน้า และความผิดนั้นได้ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้ด้วย" 
        จะเห็นว่ามี 2 เงื่อนไขที่กฎหมายให้อำนาจประชาชนอย่างเราจับคนร้ายได้ คือ 1. มาตรา 82 เจ้าพนักงานขอให้ช่วยจับตามหมายจับ หรือ 2. เป็นความผิดตามที่กฎหมายกำหนดและเราเห็นว่ามีการกระทำผิดนั้นซึ่งหน้า

1. เจ้าพนักงานขอให้ช่วยจับตามหมายจับ

        มาตรา 82 ท่านว่าไว้ว่า "เจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับ จะขอความช่วยเหลือจากบุคคลใกล้เคียงเพื่อจัดการตามหมายนั้นก็ได้ แต่จะบังคับให้ผู้ใดช่วยโดยอาจเกิดอันตรายแก่เขานั้นไม่ได้" 
        หมายความว่า คนร้ายถูกออกหมายจับแล้ว ตำรวจหรือเจ้าพนักงานมาขอความช่วยเหลือให้เราช่วยจับคนร้าย แต่ตำรวจจะมาบังคับให้เราไปจับสิๆ ทั้งที่คนร้ายมีปืนแต่เรามีมือเปล่าแบบนี้ไม่ได้นะ

2. เป็นความผิดตามที่กฎหมายกำหนดและเราเห็นว่ามีการกระทำผิดนั้นซึ่งหน้า

        ความผิดที่กฎหมายกำหนดให้เราจับได้ถูกกำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้แก่ 
        1) ประทุษร้ายต่อพระบรมราชตระกูล                                      
        2) ขบถภายในพระราชอาณาจักร                                          
        3) ขบถภายนอกพระราชอาณาจักร                                        
        4) ความผิดต่อทางพระราชไมตรีกับต่างประเทศ                            
        5) ทำอันตรายแก่ธง หรือเครื่องหมายของต่างประเทศ                     
        6) ความผิดต่อเจ้าพนักงาน                                                                   
        7) หลบหนีจากที่คุมขัง                                                       
        8) ความผิดต่อศาสนา                                                         
        9) ก่อการจลาจล                                                             
        10) กระทำให้เกิดภยันตรายแก่สาธารณชน
        11) กระทำให้สาธารณชนปราศจากความสะดวกในการไปมาและการส่งข่าวและของถึงกันและกระทำให้สาธารณชนปราศจากความสุขสบาย 
        12) ปลอมแปลงเงินตรา                                                        
        13) ข่มขืนกระทำชำเรา                                                      
        14) ประทุษร้ายแก่ชีวิต                                                        
        15) ประทุษร้ายแก่ร่างกาย                                                  
        16) ความผิดฐานกระทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพ                                 
        17) ลักทรัพย์  
        18) วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และโจรสลัด                               
        19) กรรโชก              

        แล้วอย่างไรเรียกว่าความผิดซึ่งหน้านั้น มาตรา 80 ท่านว่าไว้ว่า "ที่เรียกว่าความผิดซึ่งหน้านั้น ได้แก่ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำ หรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำผิดมาแล้วสด ๆ
        อย่างไรก็ดี ความผิดอาญาดังระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้ ให้ถือว่าความผิดนั้นเป็นความผิดซึ่งหน้าในกรณีดังนี้
        (1) เมื่อบุคคลหนึ่งถูกไล่จับดังผู้กระทำโดยมีเสียงร้องเอะอะ
        (2) เมื่อพบบุคคลหนึ่งแทบจะทันทีทันใดหลังจากการกระทำผิดในถิ่นแถวใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุนั้นและมีสิ่งของที่ได้มาจากการกระทำผิด หรือมีเครื่องมือ อาวุธหรือวัตถุอย่างอื่นอันสันนิษฐานได้ว่าได้ใช้ในการกระทำผิด หรือมีร่องรอยพิรุธเห็นประจักษ์ที่เสื้อผ้าหรือเนื้อตัวของผู้นั้น"

คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2353/2530 

        กรณีที่มิใช่เป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า ราษฎรย่อมไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะจับกุมผู้กระทำความผิด ดังนั้น การที่ ข.กับผู้ตายซึ่งเป็นเพียงราษฎรจะเข้าจับกุมจำเลยภายหลังเกิดเหตุจำเลยทำร้ายผู้อื่นแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันเพื่อให้พ้นจากการที่จะต้องถูกจับได้ แต่การที่จำเลยใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้ตายที่หน้าอกส่วนล่างใต้นมเหนือชายโครงซ้าย และผู้ตายถึงแก่ความตายในคืนเกิดเหตุนั้นเอง แสดงว่าจำเลยแทงโดยแรง และเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยเลือกแทงที่อวัยวะสำคัญ โดยไม่ปรากฏว่า ช.กับผู้ตายมีอาวุธหรือแสดงอาการในลักษณะที่จะทำร้ายจำเลยนอกเหนือจากการกระทำเพื่อจับกุมจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ

2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 369/2485

        ได้ความว่าผู้ตายกับพวกมีปืนและตะบองเป็นผู้ร้ายมาไล่ต้อนกระบือของจำเลยที่ 1 ไปจำเลยทั้งสามกับพวกได้พากันออกติดตามจำเลยมีปืนคนละกะบอก ตามทันผู้ตายกับพวกขณะกำลังพากระบือไป พวกผู้ตายคนหนึ่งมีปืนยาว อีก 2 คนถือไม้ คนร้ายที่มีปืนได้ยิงมาก่อน 1 นัด แล้วทิ้งกระบือพากันวิ่งหนีจำเลยทั้งสามได้ยิงตอบไปถูกคนคนหนึ่งคือนายลีล้มลงนอนตายอยู่ จำเลยวิ่งไล่กวดคนร้ายอีกสองคนต่อไป คนร้ายยิงมาอีก 1 นัด จำเลยยิงพลางไล่ไปพลาง กะสุนปืนถูกคนร้ายอีกคนหนึ่ง คือนายยนตร์ล้มลงตาย จำเลยจึงหยุดไล่โดยเหนื่อย พวกจำเลยไม่บาดเจ็บและได้กระบือที่ผู้ร้ายลักไปคืน ศาลชั้นต้นเห็นว่าผู้ตายเป็นผู้ร้ายพาเอากระบือไป จำเลยได้ติดตามทรัพย์และใช้อาวุธปืนยิงโดยผู้ร้ายยิงมาก่อน 1 นัด แล้วก็ทิ้งกระบือวิ่งหนีไป การป้องกันทรัพย์ของจำเลยเป็นอันหมดไปแล้ว กระบือคงอยู่ที่นั้นไม่ไปไหน แต่จำเลยกับพวกยังไล่ยิงตามไปอีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเกินสมควรแก่เหตุ พิพากษาว่าจำเลยผิดตามกฏหมายอาญามาตรา 249,53,59, จำคุก 1 ปี
        จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ยืนตาม
        จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังว่าเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุแต่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าไม่เป็นการป้องกันอย่างไรเลย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยได้ เห็นว่าการกระทำของจำเลยในตอนต้นเรียกได้ว่าเป็นการป้องกันตัวและทรัพย์พอสมควรแก่เหตุ เพราะผู้ร้ายยิงมาก่อน ถือได้ว่าจำเลยตกอยู่ในที่อันตรายและเป็นการจวนตัว จำเป็นต้องป้องกันแล้ว
        ส่วนในตอนที่ 2 ที่ผู้ร้ายทิ้งกระบือวิ่งหนีไปแล้ว ทางพิจารณาได้ความชัดว่าจำเลยมิได้ไล่ยิงผู้ร้าย ต่อเมื่อผู้ร้ายกลับยิงต่อสู้มายังจำเลยอีก จำเลยจึงจำเป็นต้องยิงป้องกันตัวไปบ้าง แล้วไปถูกผู้ร้ายตายอีกคนหนึ่ง การกระทำในตอนนี้ถึงจะไม่เป็นการป้องกันทรัพย์ก็เป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ เพราะจำเลยไม่ได้ไล่ตามยิง ไล่ตามจับต่างหาก ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 79 จำเลยมีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดในกรณีเช่นนี้ได้ เมื่อไล่ตามจับผู้ร้ายกลับยิงมาอีก จำเลยก็ยิงป้องกันตัวได้ ไม่เรียกว่าเกินสมควรแก่เหตุ จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป

        อย่างไรก็ตาม หากไม่แน่ใจว่าจะจับคนร้ายได้ ไม่มีแรงหรือกำลังเพียงพอที่จะสู้คนร้ายได้ ก็อย่าเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงดีกว่า ด้วยความปราถนาดีจาก The Thai Lawyer ทนายความ ที่ปรึกษากฎหมาย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น